ชอบดื่มชาไหมครับ?

     ถามแบบนี้ผมไม่ได้มาขายเครื่องดื่มนะครับ แต่อยากจะทราบว่าคุณผู้อ่านดื่มชากันบ้างไหม ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ดื่มชากันทั้งนั้น โดยเฉพาะชาเขียวแบบเย็นยี่ห้องต่างๆ เนี่ย ผมเห็นวางขายทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ไม่ยักกะมีใครชอบดื่มชาร้อนสักคน คงเป็นเพราะรสชาติที่ผสมเฝื่อนลิ้นจากใบชากระมัง

     
ว่าไปแล้วเรื่องราวของชานั้นมีมายาวนานหลายพันปีที่เดียว โดยมีผู้กล่าวอ้างไว้ว่า การดื่มชาเริ่มขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน คาดว่าไม่น้อยกว่า 2,167 ปีก่อนคริสตกาล ตำนานการเริ่มต้นของ การดื่มชามีหลายตำนานบ้างก็กล่าวว่าจักรพรรดิเสินหนิงของจีน (Shen Nung) ค้นพบวิธีชงชาโดยบังเอิญ เมื่อพระองค์ทรงต้มน้ำดื่ม ใกล้ ๆ กับต้นชา ขณะรอคอยให้น้ำเดือดกิ่งชาได้หล่นลงในหม้อชา สักพักหนึ่งกลิ่นหอมกรุ่นก็โชยออกมาเมื่อพระองค์เอากิ่งชา ออกแล้วทรงดื่มก็พบว่า มันทำให้สดชื่น

     จากประเทศจีน ชาได้ถูกเผยแพร่นำไปปลูกในประเทศต่างๆ ในเอเชีย เช่น ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มรู้จักและมีการนำชาเข้าญี่ปุ่นโดยพระชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาประเทศจีนกับเรือคณะทูต เพื่อมาศึกษาคำสอน ทางพระพุทธศาสนา และได้นำเมล็ดชากลับไปปลูกที่ Shingakn หลังจากนั้น การปลูกชาได้กระจายทั่วไป ในกาลต่อมาพระชาวญี่ปุ่นชื่อไอไซ (Eisai) ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ การรักษาสุขภาพโดยการดื่มชา (Preserving Health in Drinking Tea) เป็นหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับชาในประเทศญี่ปุ่น และได้พัฒนาขึ้นเป็นประเพณีการชงชาของญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบันนี้


       เรื่องราวของขามีความหลากหลายมากพอๆ กับประเภทของชา ที่เรารู้จักไม่ได้มีเฉพาะชาเขียวจากญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ ยังมีชาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกอีกแยะครับ
 
       ในประเทศอินเดีย ช่วงศตวรรษที่ 18-19 บริษัท West India ได้นำเมล็ดชาจีนมาทดลองปลูกตามไหล่เขาหิมาลัย

       ในทวีปยุโรป อังกฤษเป็นประเทศแรกที่รู้จักนำใบชามาใช้ประโยชน์โดยการนำใบชามาจากประเทศจีนในปี ค.ศ. 1657 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้เป็นผู้ผูกขาดกานนำเข้าชา และชาวอังกฤษก็ยอมรับการบริโภคชา ได้เร็วกว่าชาติอื่น ๆ โดยมีเซอร์โทมัส การ์ราเวย์ เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมชาของอังกฤษ ต่อมานายทอมมี่ ลิปตัน และนายคาเนียล ทวินนิ่ง ได้จัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตชายี่ห้อลิปตันหรือทวินนิ่งที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบันนี้

      ในประเทศฝรั่งเศส ชาถูกยอมรับเป็นเครื่องดื่มในศตวรรษที่ 17 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงเสวยชาเพื่อช่วยให้ ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
 สำหรับประเทศไทยเราก็มีประวัติการดื่มชาที่ยาวนานเหมือนกันนะครับคือเริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัยช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน พบว่าได้มีการดื่มชากันแต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำเข้ามาอย่างไร และเมื่อใด แต่จากจดหมายของท่านลาลูแบร์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้ว่า คนไทยได้รู้จักการดื่มชาแล้ว โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยสมัยนั้นดื่มแบบชาจีนไม่ใส่น้ำตาล สำหรับการปลูกชาในประเทศไทยนั้น แหล่งกำเนิดเดิมจะอยู่ตามภูเขาทางภาคเหนือของประเทศ โดยจะกระจายอยู่ในหลายจังหวัดแถบภาคเหนือ ที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน ลำปางและตาก
 ชาไม่ได้เป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติแท้ๆ เท่านั้น แต่ยังมีคุณประโยชน์มากมาย เช่นกัน ตลอดระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา ชาวจีนได้บันทึกผลดีที่ชามีต่อร่างกายมนุษย์ และในปัจจุบันก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันประโยชน์ของชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากชาจะเป็นแหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่จะช่วยป้องกันร่างกายจากการเสื่อมโทรมลง เพราะอนุมูลอิสระซึ่งอนุมูลอิสระนี้เองที่เป็นที่มาของการก่อให้เกิดโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ และเป็นของเหลวที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย ซึ่งจัดอยู่ในปริมาณของเหลวที่มนุษย์ควรบริโภคใน แต่ละวัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมธาตุแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นต่อกาเจริญเติบโตของกระดูกในปริมาณมากด้วย
 
     ข้อหนึ่งของคนที่ชอบดื่มชา ผมแนะนำว่าควรดื่มชาเปล่าๆ โดยไม่เติมนมหรือน้ำตาลจะดีกว่าครับเพราะจะได้ไม่เสี่ยงต่อเป็นโรคเบาหวานและการมีคอเรสเตอรอลในร่างกายสูงจนเกินไป การดื่มชาคู่กับการรับประทานผลไม้ และผักจึงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริงนะครับ

 
   
   
  © 2010 UFM Baking & Cooking School. All rights reserved.
 
Click Here to get Free Counter